#เพจดังเหลืออดเหลือทน!!! หลังจากรู้คำพิพากษาตายาย??!! ซัดเน้นๆ!! เก่งแต่จับคนจนนี่หว่า ลูกกระทิงแดงชนคนตายป่านนี้ยังจับไม่ได้เลย!! (รายละเอียด)


เกิดเป็นประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์มากมาย เกี่ยวกับประเด็นของคดีสองตายายเก็บเห็ด ที่ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับสองตายายและญาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เองก็ทำให้เกิดประเด็นเปรียบเทียบระหว่างคดีขับรถชนคนตายของ บอส อยู่วิทยา ลูกชายคนเล็กของ นายเฉลิม อยู่วิทยา ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมตั้งวงเงินประกัน 5 แสนบาท

จนล่าสุดเมื่อทางเพจดังอย่าง DR.K v.3 ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเช่นกัน และนำมาเปรียบเทียบกับคดีของสองตายายเก็บเห็ดดังกล่าว โดยมีข้อความระบุเอาไว้ว่า…

“คดีเก็บเห็ดติดคุก 5 ปี ขับรถชนคนตาย 5 ปีเเมร่งก็ยังลอยนวล เผลอ ๆ จับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้
มึงจะล่ามันทีก็ส่งข่าวให้พวกมันรู้ อยากได้ตัวมันจริงมันคงไม่ยาก ถ้าพวกมึงทำกันจริง
#ถรุ้ยยยยยยยยยยยยยย!!
เก่งจริงเก่งจังสัส จับได้เเต่คนโจนนนน”


คอมเม้นชาวเน็ต




หากย้อนกลับไปถึงคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 3 ก.ย.2553 โดยร้อยเวร สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งรถยนต์สปอร์ตหรูยี่ห้อเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กทม. ขับพุ่งชน ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณซอยสุขุมวิท 47 ต่อมาทราบชื่อ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผบ.หมู่ ป.ของ สน.ทองหล่อ รหัสหมวกคือ 126-4 โดยลากศพพร้อมจักรยานยนต์สายตรวจไปไกลเกือบ 200 เมตร แล้วหลบหนีเข้าบ้านพักเลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 ต่อมาพบว่าบ้านพักหลังดังกล่าวเป็นของ “เฉลิม อยู่วิทยา” เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง

ภายหลังได้รับรายงานจากลูกน้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ “บิ๊กแจ๊ด” ก็รีบเดินทางไปยังบ้านของ “นายเฉลิม อยู่วิทยา”เพื่อเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงภายในบ้านโดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนตามเข้าไปทำข่าวหรือสังเกตการณ์ภายใน“อยู่วิทยา”


ไม่นานนักประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.จึงออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พบรถต้องสงสัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่มีข้อมูลว่าผู้ใดเป็นคนขับ ต้องรอผู้ที่ก่อเหตุตัวจริงเดินทางเข้ามอบตัว แต่หากไม่เข้ามอบตัวจะนำหมายศาลเข้าตรวจค้น


พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้เข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงภายในบ้าน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในแต่อย่างใด ขณะที่บริเวณหน้าบ้านพบคราบน้ำมันเครื่องเป็นทางยาวจากปากซอยเข้าไปในบ้านอย่างชัดเจน โดยมีรายงานว่า รถยนต์คันดังกล่าวนั้นยังคงจอดอยู่ภายในบ้านด้วย


ภายหลัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า รถยนต์คันก่อเหตุยังคงจอดอยู่ในบ้าน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ใดเป็นคนขับ หลังจากนี้ต้องรอผู้ที่ก่อเหตุตัวจริงเดินทางเข้ามอบตัว แต่หากไม่เข้ามอบตัว ก็จะนำหมายศาลพร้อมกำลังตำรวจ 300 นาย บุกเข้าตรวจค้น เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน ทั้งรอยคราบน้ำมันรถ และพยานที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งขับรถตามรถคันก่อเหตุเข้าด้วย ขณะเดียวกัน ผบช.น. ได้ประกาศว่า จะต้องติดตามจับกุมคนร้ายตัวจริงให้ได้ เนื่องจากผู้ใต้บังคับบัญชาเสียชีวิต และหากยังไม่ได้ตัวคนร้าย ตนก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่ง เพราะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไปฟรี ๆ ไม่ว่าคนในบ้านจะใหญ่ขนาดไหน ก็ต้องนำผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ได้


จากนั้นในช่วงสาย มีรายงานว่า นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส บุตรชายคนเล็กของนายเฉลิม อยู่วิทยา ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เบื้องต้นรับสารภาพว่า เป็นผู้ที่ขับรถคันดังกล่าวชนตำรวจเสียชีวิตจริง โดยจากการเปิดเผยของ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านการสอบสวนในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว ทราบว่า ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่า ขับรถชนตำรวจจริง แต่เป็นเพราะรถของดาบตำรวจวิเชียรขับปาดหน้ากะทันหัน จึงหักหลบไม่ทัน ซึ่งเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมตั้งวงเงินประกัน 5 แสนบาท


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐานก็ได้ตรวจสอบสภาพรถยนต์คันที่เกิดเหตุ เบื้องต้นทราบหมายเลขทะเบียนของรถเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา รุ่นพินอินฟาริน่า ที่ขับชนดาบตำรวจวิเชียรแล้ว คือ ญญ 1111 กรุงเทพฯ โดยถูกถอดทะเบียนออกไปหลังเกิดเหตุ


การดำเนินคดีล่าช้ามาแล้วเกือบ 5 ปี โดยนายวรยุทธไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียก แต่จะให้ทนายความเดินทางไปแทน และอ้างว่าป่วยหรือเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศ ขณะที่อายุความในหลายข้อหาจะหมดลงในปีนี้

แต่เอพีรายงานว่า ความจริงแล้วไม่ใช่ ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากอุบัติเหตุ นายวรยุทธกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับครอบครัว โดยนั่งเครื่องบินเจ็ตกระทิงแดงเดินทางไปทั่วโลก ไปดูทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวันของกระทิงแดง และถ่ายรูปคู่รถปอร์เช่คาร์เรร่าที่ประเทศอังกฤษ

(XPB Images via AP)

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ในโซเชี่ยลมีเดียพบว่า นายวรยุทธและครอบครัวเดินทางไปที่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยเยี่ยมชมวัด นั่งเล่นริมสระน้ำ และค้างที่รีสอร์ตหรูคืนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 34,000 บาท) นักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับสำหนักข่าวเอพีว่า ความเฉื่อยชาในคดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่สะท้อนถึงสิทธิพิเศษสำหรับชนชั้นมั่งคั่งในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญความวุ่นวายทางการเมือง และต่อสู้กับหลักนิติธรรมมาหลายทศวรรษ

(XPB Images via AP)

ขณะที่ตำรวจระบุว่า นายวรยุทธได้รับแจ้งนัดหมายให้มาพบและฟังข้อกล่าวหาอีกครั้ง โดยจะเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุดวันที่ 30 มี.ค. นี้ เอพีเปรียบเทียบระหว่างนายวรยุทธที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีสมบัติเพิ่มพูนจากหลักล้านเป็นพันล้าน โดยได้รับการศึกษาในโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ค่าเทอมปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (กว่า 1.3 ล้านบาท) กับด.ต.วิเชียรผู้อาศัยอยู่ในชนบทที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น แต่เป็นคนมีความทะเยอทะยาน


โดยด.ต.วิเชียรละทิ้งชีวิตชาวไร่ชาวสวน ไปทำงานราชการ และศึกษาเล่าเรียน รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่และพี่สาวที่เป็นมะเร็ง แม้จะยังไม่มีลูก แต่ตั้งใจส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ลูกของพี่ชาย แต่ชีวิตจบสิ้นลงเมื่อถูกนายวรยุทธขับรถเฟอร์รารี่พุ่งชน จนกลายเป็นพาดหัวข่าวไปทั่วประเทศ.

เอพีรายงานว่า นับตั้งแต่ด.ต.วิเชียรเสียชีวิต ในโซเชี่ยลมีเดียพบว่า นายวรยุทธเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 9 ประเทศ โดยไปล่องเรือที่โมนาโก เล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารหรูในกรุงลอนดอนของอังกฤษ แช่สระน้ำในกรุงอาบูดาบีของดูไบ ทานอาหารที่ฝรั่งเศส ควงจักรยานหรูราคาหลักแสนในกรุงเทพ โดยครอบครัวให้การสนับสนุน ทุกวันนี้ ที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ พี่ชายของด.ต.วิเชียร เก็บอัลบั้มภาพถ่ายของน้องชายที่มีอยู่น้อยนิด และกล่าวว่า ประเทศไทยดำเนินด้วยระบบ “สองมาตรฐาน”


ส่วนทางด้านคดีตายายเก็บเห็ด ที่นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา ตกเป็นจําเลย ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ หลังสองตายายถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในขณะเข้าไปในป่าดงระแนง ตําบลหนองขาม อําเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเนื้อที่ 72 ไร่ และอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2553 โดยถูกกล่าวหาว่า บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทําประโยชน์โดยการทําไม้ในป่าดังกล่าวและใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนทําการตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่เป็นไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขายจํานวน 1,148 ท่อน อยู่ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในวันฟ้องและศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ให้ลงโทษจําคุกคนละ30 ปี แต่จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงลดโทษ เหลือจําคุกคนละ 15 ปี พร้อมริบของกลาง และให้จําเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจําเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครอง


ต่อมาจําเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ ว่า จําเลยทั้งสองไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง แต่ที่รับสารภาพเพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่าคดีดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น และมีความบกพร่องทางการได้ยิน รวมทั้งการดําเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษให้แก่จําเลยทั้งสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้ว พิพากษาแก้ในส่วนของข้อกฎหมาย โดยให้ลงโทษจําคุกจําเลยทั้งสองคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างฎีกา ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้กําหนดนัดอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่ได้เลื่อนคดีไปเพื่อสืบเสาะและพินิจจําเลยทั้งสองก่อนตามคําสั่งของศาลฎีกาและจําเลยทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา

จนล่าสุดจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป



ซึงจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 คดี มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง มีช่องว่างระหว่างคนจน กับ คนรวย เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเน็ตเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีทั้ง 2 ที่เกิดขึ้น

Loading...

No comments:

Post a Comment