#แหงนหน้ามองฟ้า ความเป็นธรรมข้าอยู่ไหน!?!…”ตายาย” รุกป่า5ปี คดี “โบนันซ่า” ทั้งฮุบทั้งยึดเขา ทำสนามแข่งรถ คดีถึงไหนแล้วครับเจ้านายยยย (รายละเอียด)


เกิดเป็นประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์มากมาย เกี่ยวกับประเด็นของคดีสองตายายเก็บเห็ด ที่ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับสองตายายและญาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เองก็ทำให้เกิดประเด็นเปรียบเทียบระหว่างคดีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหินของสนามแข่งรถและพื้นที่ปลูกบ้านพัก ของโบนันซ่า รีสอร์ทเขาใหญ่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่กว่า 151 ไร่


ถ้าหากเราย้อนคดีไป เมื่อวันที่10 พ.ค.58 พ.ต.อ.บุญเลิศ ว่องวัจนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในส่วนของคดี สนามแข่งขันรถ อินเตอร์เนชั่นแนล โบนันซ่า สปีดเวย์ (International Bonanza Speed Way) ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหิน ในท้องที่ สภ.ปากช่อง นั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ราย คือ บริษัทโบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ จำกัด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งดำเนินคดี 5 ข้อกล่าวหากับกรรมการบริหารบริษัทโบนันซ่าฯ ไปแล้ว 3 คน ประกอบด้วย นายภูผา เตชะณรงค์ ลูกชาย นายไพวงษ์ เตชะณรงค์, นายปรีชากร ปราบสงบ และนายนิธิษเชษฐ์ สุทธิเจริญกุล โดยทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อมไปแล้วกว่า 20 ปาก ซึ่งยังไม่พบบุคคลอื่น หรือนิติบุคคลอื่น มีผลประโยชน์ในสนามแข่งรถแต่อย่างใด


ส่วนนายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ผู้ถือสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก แปลงเลขที่ 926 (9-1-63 ไร่), 927 ( 16-1-90 ไร่) รวมถึงบุตรสาว คือ น.ส.พรรณี สุจิรภิญโญกุล (น.ส.ภัสสรา เตชะณรงค์) ผู้ถือสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก แปลงเลขที่ 928 (16-1-50ไร่), 930 (7-1-20ไร่) ในสนามแข่งรถโบนันซ่านั้น ได้ติดต่อขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่อง ไปจากวันที่ 22 พ.ค. เป็นช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ โดยอ้างว่าขอเวลารวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้พร้อมก่อน


“ขณะนี้คดีนี้ใกล้จะปิดสำนวนได้แล้ว เหลือเพียงการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องอีกเล็กน้อยและรอหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมอีกบางส่วนเท่านั้น คาดว่าหากนายไพวงษ์มาพบพนักงานสอบสวนตามที่แจ้งก็จะสามารถสรุปคดีส่งอัยการพิจารณาฟ้องศาลเสร็จทันสิ้นเดือน พ.ค.นี้ แต่อย่างไรก็ตาม กรอบของกฎหมาย คดีนี้มีเวลาดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่มีการจับกุมผู้ต้องหาและให้ประกันตัวไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหา” พ.ต.อ.บุญเลิศกล่าว


ส่วนทางด้านคดีตายายเก็บเห็ด ที่นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา ตกเป็นจําเลย ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ หลังสองตายายถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในขณะเข้าไปในป่าดงระแนง ตําบลหนองขาม อําเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเนื้อที่ 72 ไร่ และอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2553 โดยถูกกล่าวหาว่า บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทําประโยชน์โดยการทําไม้ในป่าดังกล่าวและใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนทําการตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่เป็นไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขายจํานวน 1,148 ท่อน อยู่ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในวันฟ้องและศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ให้ลงโทษจําคุกคนละ30 ปี แต่จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงลดโทษ เหลือจําคุกคนละ 15 ปี พร้อมริบของกลาง และให้จําเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจําเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครอง


ต่อมาจําเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ ว่า จําเลยทั้งสองไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง แต่ที่รับสารภาพเพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่าคดีดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น และมีความบกพร่องทางการได้ยิน รวมทั้งการดําเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษให้แก่จําเลยทั้งสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้ว พิพากษาแก้ในส่วนของข้อกฎหมาย โดยให้ลงโทษจําคุกจําเลยทั้งสองคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างฎีกา ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้กําหนดนัดอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่ได้เลื่อนคดีไปเพื่อสืบเสาะและพินิจจําเลยทั้งสองก่อนตามคําสั่งของศาลฎีกาและจําเลยทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา

จนล่าสุดจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป



ซึงจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 คดี มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง มีช่องว่างระหว่างคนจน กับ คนรวย เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเน็ตเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีทั้ง 2 ที่เกิดขึ้น




ที่มา : IG pupaa_tae

Loading...

No comments:

Post a Comment