เอาแล้วไง!! อัยการฟ้อง 3 ข้อหนัก “พระสนิทวงศ์” หลังยุยงศิษย์ธรรมกายก่อความไม่สงบ แถมขึ้นศาลพรุ่งนี้งานเข้าเต็มๆ?!!


งานเข้า “พระสนิทวงศ์” อัยการฟ้องกรณีใช้เฟซบุ๊กกล่าวหาดีเอสไอใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์ ทนายงัดข้อกฎหมายสู้ อ้างการสื่อสารถูกตัดขาด แค่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้น

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (25 เม.ย.) พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระสนิทวงศ์ เจริญรัตตะวงศ์ หรือวุฒิวังโส ผอ.สื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย อายุ 45 ปี เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 116, 326 และ 328 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ขณะเกิดเหตุกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้เสียหายได้รับมอบหมายจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 5/2560 เรื่องให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ให้วัดพระธรรมกายตลอดจนพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งนี้ ส่วนจำเลยเป็น ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน คือ เมื่อวันที่ 22-24 ก.พ. 2560 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้นำข้อความและภาพเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กในบัญชีชื่อ Phra Sanitwong Charoenrattawong หรือพระสนิทวงศ์ เจริญรัตตะวงศ์ มีข้อความว่า “ใครอย่างร้องเรียน การกระทำเกิดกว่าเหตุของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กระทำรุนแรงต่อพระภิกษุ แล้วไม่ทราบว่าจะติดต่อที่ไหน เชิญที่นี่เลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่กำกับดูดีเอสไอ พร้อมเบอร์โทรศัพท์มือถือ” เปิดเผยให้บุคคลทั่วไปที่ใช้เฟซบุ๊กได้ทราบซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้เสียหายมิได้กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อพระภิกษุแต่อย่างใด

ต่อมาวันที่ 28 ก.พ. 2560 จำเลยยังได้นำข้อความลงในเฟซบุ๊ก และเปิดแถลงข่าวมีข้อความว่า “วันสุดท้ายการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามหมายการตรวจค้น พื้นที่ของวัดถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าออกของพระภิกษุ แม้ไปบิณฑบาตตอนเช้าต้องพกหนังสือสุทธิสงฆ์ยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่ออนุญาตให้เข้าออกได้ แต่มีข่าวว่าจะมีการใส่ร้ายวัดว่าปืนเจ้าหน้าที่ 400 กระบอกที่หายไป จะมีการเอามาซุกที่ตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่วัด” ความจริงแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษมิได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน และไม่ได้จะนำอาวุธปืนมาใส่ร้ายวัดพระธรรมกายAdvertisement

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2560 ยังนำข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า “วงจรอุบาทว์ ขบวนการล้วงย่ามพระ พ.ศ. 2541 เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกล่าวหายักยอกที่ดินของวัดมาเป็นของตนเอง คดีไม่มีผู้เสียหาย อัยการไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป เพราะสืบพยานไปแล้ว มีญาติโยมเจ้าของที่ดินมาให้การต่อศาลว่า ตั้งใจถวายที่ดินให้ท่าน ก็ถือว่าที่ดินเป็นของท่าน ในทางกฎหมายการยักยอกทรัพย์สินของตนเองนั้นเป็นไปไม่ได้ ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องออกไปเสียจากสาระบบความ” และข้อความว่า “พ.ศ. 2560 เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ถูกกล่าวหาจากดีเอสไอว่ารับของโจร ฟอกเงิน โดยไม่มีผู้เสียหายเช่นเดิม ทั้งที่พระรับถวายปัจจัยมาโดยเปิดเผยและได้นำไปใช้ในการก่อสร้างศาสนสถานตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหมดแล้ว โดยไม่มีการนำเงินไปใช้ส่วนตัว หรือนำไปโอนกลับคืนให้นายศุภชัยฯ ผู้กล่าวหาเลย จึงไม่เป็นองค์ประกอบความผิดเรื่องฟอกเงิน แต่กลับมีการขอหมายค้นวัดหลายรอบ ออก ม.44 นำตำรวจทหารหลายพันคนมาปิดล้อมวัด ห้ามคนเข้าวัด ตัดข้าวปลาอาหาร ตัดโทรศัพท์ ตัดอินเทอร์เน็ต เพื่อค้นหาเจ้าอาวาส” และข้อความอื่นๆ ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้เสียหายไม่ได้กลั่นแกล้งดำเนินคดีต่ออดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และไม่ได้กลั่นแกล้งปิดล้อมวัด ห้ามคนเข้าวัด ตัดข้าวปลาอาหาร โทรศัพท์แต่อย่างใด อันเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาด้วยภาพหรือตัวอักษร หรือป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ทำให้ประชาชนที่รับทราบและพบเห็นข้อความเข้าใจว่าผู้เสียหายกระทำรุนแรง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย รังแกพระสงฆ์และสมาชิกวัดพระธรรมกาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน เหตุเกิดที่ ต.คลองสอง, ต.คลองสาม, ต.คลองห้า ต.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โดยศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1243/2560 และนัดรายงานตัว สอบคำให้การจำเลยวันที่ 26 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ซึ่งเป็นทนายความของพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผอ.สื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า คดีนี้เราต่อสู้ทั้งเรื่องพฤติการณ์ว่าการแถลงข่าวไม่ใช่การกระทำเพื่อยุยุงปลุกปั่น แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงซึ่งก็มีช่วงการสื่อสารของวัดถูกตัดขาดไป ดังนั้นจึงไม่ใช่เจตนาที่จะกระทำผิดต่อกฎหมาย อีกทั้งข้อกล่าวหาว่านำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทางเทคนิคก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนยืนยันระบุว่าพระสนิทวงศ์เป็นผู้นำเข้าข้อความ และเราได้เตรียมพยานบุคคลพร้อมจะสู้คดี

สำหรับพระสนิทวงศ์ ในวันพรุ่งนี้ ( 26 เม.ย.) จะเข้ารายงานตัวตามนัดเดิมของศาลอาญาที่เคยให้รายงานตัวตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขัง ตนนัดหมายพระสนิทวงศ์เดินทางมาที่ศาลอาญา เวลา 09.00 น. ส่วนการประกันตัวชั้นพิจารณาคดีของศาลก็จะใช้หลักทรัพย์เดิมซึ่งเป็นเงินสด 400,000 บาทที่ยื่นครั้งฝากขัง

cr:http://www.siamnews.com/view-1542.html
Loading...

No comments:

Post a Comment