เตือนภัยสาวๆ! ! ครูสาวเสียชีวิตหลังจากทำสีผมได้ 10 วัน เมื่อผัวพบสิ่งที่เธอทำก่อนตาย



ครูจ้าววัย 47 ปีชาวจีนเตรียมตัวที่จะไปงานแต่งงานของหลานสาวก็เลยต้องไปทำสวยเสียหน่อย ก่อนออกจากบ้านสามีเตือนเธอว่าเธอสามารถซื้อชุดใหม่ได้แต่อย่าไปทำสีผม เพราะเธอเคยมีประวัติแพ้น้ำยาทำสี แม้เธอจะรับปากแต่สุดท้ายก็เดินเข้าร้านทำผมอยู่ดี



ตามคำบอกกล่าวของสามีของอาจารย์จ้าว เมื่ออาจารย์กลับมาถึงบ้านก็เกิดอาการแพ้ แต่เธอกลัวสามีว่าก็เลยโกหกว่าเป็นหวัด ผ่านไป 2 วัน อาการของเธอก็หนักขึ้น ทั้งหน้าและตาล้วนแดงก่ำ ไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลอาการก็ไม่ดีขึ้นแถมหนักขึ้นอีกต่างหาก ตาเธอบวมจนมองไม่เห็นอะไร หายใจก็ลำบาก สามีส่งเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ แต่ด้วยความที่อาการหนักเกินเยียวยา ระหว่างทางไปโรงพยาบาลเธอก็สิ้นใจลง

ครอบครัวเธอจำได้ว่าเธอเคยทำสีผม 5 ครั้ง และทุกครั้งก็มีอาการแพ้



จากสาเหตุการตายของอาจารย์จ้าว สามีของเธอแน่ใจว่าเกิดจากการทำสีผม อาจารย์จ้าวเคยทำสีผม 5 ครั้งและทุกๆครั้งก็จะมีอาการแพ้ ทุกครั้งต้องไปหาหมอให้น้ำเกลือถึงจะอาการดีขึ้น ครั้งแรกที่อาจารย์จ้าวทำสีผมคือเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วตอนที่เธอเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ตอนนั้นใบหน้าของเธอแดงก่ำ ต้องรักษาถึง 2 วันถึงจะหาย หลังจากนั้นเธอก็ทำสีผมอีก 3 ครั้ง และทุกครั้งก็ล้วนมีอาการแพ้ ต้องให้น้ำเกลือถึง 2 วันถึงจะหาย สามีของเธอก็เลยห้ามไม่ให้เธอทำสีผมอีกเลย
จากการตายของภรรยา เขาตัดสินใจที่จะไม่เอาเรื่องใคร แต่แค่อยากเตือนคนที่ชอบทำสีผม

นักข่าวตามไปตรวจสอบข่าวของอาจารย์จ้าวที่โรงพยาบาล และปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสงสัยว่าแค่อาการภูมิแพ้ที่ผิวหนังสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้จริงหรือ อาจารย์จ้าวอาจจะป่วยเป็นโรคอื่นอยู่แล้ว แต่อาการภูมิแพ้ผิวหนังอาจจะกระตุ้นให้อาการของเธอกำเริบ และเป็นสาเหตุให้เธอถึงแก่ชีวิต



นักวิจัยบอกว่าสารในน้ำยาเปลี่ยนสีผมเป็นพิษ และไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะสมกับการทำสีผม นอกจากการแพ้แล้ว คนท้อง คุณแม่ให้นมบุตร ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ล้วนห้ามทำสีผม แม้ว่าจะเป็นคนปกติ ถ้าทำสีผมแล้วไม่ทำความสะอาดให้ดี สารพิษจากน้ำยาทำสีผมก็จะทำลายเส้นผม และเมื่อผิวหนังดูดซึมสารพิษเข้าไป ก็จะเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ ให้บทความนี้เตือนทุกคนที่ว่าอย่าทำสีผมบ่อยๆเพื่อป้องกันไม่ให้ทำร้ายสุขภาพของตัวเอง และคนที่เคยเป็นภูมิแพ้ก็ไม่ควรทำสีผม

ที่มา: https://www.siamzaa.net/24513/

Loading...

No comments:

Post a Comment