แฉความลับ!! ความจริงที่ถูกปกปิดของเครื่องบินโดยสาร MH370 ที่ถูกอุ้มไปทิ้งกลางทะเล



เพจแฉ...ความลับ โดยเสธ น้ำเงินได้โพสข้อความเรื่องราวของเที่ยวบิน MH370 ที่หายสาบสูญไปจนกระทั่งบัดนี้ไม่ทราบว่าไปอยู่แห่งใด เอาไว้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2015 ความว่า....

เครื่องบินโดยสารมาเลย์ เที่ยวบิน MH 370 ซึ่งมีผู้โดยสารบนเครื่อง 239 คน (ชาวจีน 153 คน, ชาวมาเลเซีย 38 คน, ชาวอินโดนีเซีย 7 คน, ออสเตรเลีย 6 คน, ชาวอินเดีย 5 คน, ชาวฝรั่งเศส 4 คน และชาวอเมริกัน 3 คน) ได้ศูนย์หายไป ในครั้งนั้นเพจนี้ได้รับการข่าวจากสายลับรัสเซียมาจึงฟันจนธงหักว่ามีมือที่มองไม่เห็นอุ้มไปทิ้งที่มหาสมุทรอินเดียตอนไต้ เลยเกาะดิเอโก้กราเซียโน่น แต่มีหลายคนครั้งนั้นไม่เชื่อ อ้างว่าประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตยเขาไม่ทำหรอก วันนี้ก็เลยจะมารำลึกสิ่งที่เคยเขียนไว้เมื่อกว่า 500 วันที่แล้ว เริ่มต้นจากรอยบาดหมางร้าวของอเมริกา รัสเซีย และจีน

จากการแย่งชิงแหล่งพลังงานหมู่เกาะสแปรตลีย์ และควบคุมเส้นทางการเดินเรือสำคัญของโลกย่านทะเลจีนใต้ CIA ของมือที่มองไม่เห็น ได้สั่งให้ขนวัตถุนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพใส่คอนเทนเนอร์ ด้วยเรือที่ติดธงสัญชาติตัวเอง มาที่เกาะเล็กๆ ชื่อ "สาธารณรัฐเซเชลส์" ที่อยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย

หลายคนงงว่าประเทศนี้มีด้วยหรือไปค้นกูเกิ้ลยังหาแผนที่ไม่เจอเลย ประเทศแบบแหละมือที่มองไม่เห็นชอบนัก เป็นหมู่เกาะประกอบด้วยเกาะ 115 เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งแอฟริกาทางตะวันออก 1,600 กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ ประเทศนี้มีพื้นที่เพียง 455 ตร.กม.

และมีประชากรทั้งประเทศแค่ 9 หมื่นคนเท่านั้น หมู่เกาะที่อยู่ใกล้เคียงทางทิศใต้ คือ มอริเชียส ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือ คอโมโรสและมายอต และทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ "มัลดีฟส์" (จำชื่อเกาะนี้ไว้ท้ายๆ จะมีเฉลย) มีเกาะหลักคือ เกาะมาเฮ เซเชลล์เป็นรัฐเอกราชที่มีขนาดเล็กที่สุดของแอฟริกา

ประเทศนี้อยู่ใกล้มากกับเกาะเรอูว์นียง อาณานิคมฝรั่งเศส เลยถัดจากเกาะดิเอโกกราเซีย ฐานทัพลับอเมริกา วัตถุนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพนั้นได้ขนต่อมาที่มาเลย์ ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเล็กขึ้นเครื่องบินลำนี้ จะนำไปลงที่ปักกิ่ง ของจีน ประจวบกับมีพนักงาน และนักวิทยาศาสตร์บริษัทระดับสูง ราวกว่า 10 คน

นำข้อมูลในไดร์ทที่เป็น Freescale Semiconductor เทคโนโลยีล้ำสมัยขั้นเทพที่สำคัญมาก ควบคุมอาวุธแห่งอนาคตทำให้ขีปนาวุธตรวจไม่พบด้วยเรดาร์ CIA รู้มาว่าพนักงานกลุ่มนี้กำลังเดินทางไปประเทศจีน เพื่อขายและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้กับจีน เมื่อสายลับจีนและรัสเซียที่แลกเปลี่ยนข่าวกรองกันตลอดเวลา รู้ระแคะระคาย

ว่ามีการขนวัตถุนิวเคลียร์ และอาวุธชีวภาพเข้าประเทศตนเอง จึงวางแผนจะบังคับเครื่องบินเที่ยวนี้ไปลงที่สนามบินไหหลำ ของจีนเสียก่อน เพื่อตรวจดูว่ามันคือสินค้าอะไรกันแน่ที่ในตู้คอนเทนเนอร์ แต่ก่อนเครื่องบินจะขึ้นก็มีความผิดปกติปริศนา คือ จู่ๆ มีการลอบสังหารนักรบหน่วยซีลนอกราชการ

ที่มีความเชี่ยวชาญการรบสูงแล้วออกมาทำงานลับเพื่อคุ้มครองสินค้ามีมูลค่าสูงให้กับบริษัทมะกัน จำนวน 2 รายที่มาเลย์ฯ ลักษณะคล้ายๆ ฆ่าตัดตอน หรือฆ่าปิดปาก เมื่อเครื่องบินเทคออฟขึ้นจากสนามบินกัวลาลัมเปอร์ มาเลย์ ช่วงเวลา 12.41 น. พบเรื่องแปลกคือ มีผู้โดยสารราว 4-5 คนเช็คอิน แต่ดันไม่ขึ้นเครื่องลำนี้ไปด้วย ??

เครื่องบินได้มุ่งหน้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตรงไปทางทะเลจีนไต้ ราว 1.30 ชม. จากจุดเริ่มต้นบิน เข้าใกล้เรดาห์พาณิชย์ของเวียดนาม ได้มีเครื่องบินชนิดรบกวนสัญญาณ Primary เรดาร์ คือ Airborne Warning and Control System (AWAC) บินจากจุดระยะทำการที่ใดสักแห่งน่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินของมือที่มองไม่เห็น

ที่ดันมาซ้อมรบอยู่แถวทะเลตรงนั้นพอดีโดยบังเอิญ ?? แล้วใช้เครื่องบิน AWAC นี้ปฎิบัติการ Electronic Weaponry แจมสัญญาณรบกวนเรดาร์ กำหนดเป้าหมายและเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางไฟฟ้าของอากาศ และเทกโอเวอร์สัญญาณเพื่อทำให้เครื่องบิน MH370 หายไปจากเรดาร์ปกติได้

ซึ่ง Primary เรดาร์ คือเรดาห์พื้นฐานชนิดที่เห็นทั่วไปที่สนามบินใช้ จะมีระบบอยู่ที่พื้นดิน โดยมีเสาอากาศที่หมุนได้ เพื่อส่งพลังงานวิทยุออกไปเป็นห้วงสั้นๆ เมื่อกระทบกับเครื่องบิน ก็จะส่งสัญญาณนั้นกลับมายังเสาอากาศของเรดาร์ ประมวลผลแล้วจึงแสดงออกมาทางจอภาพ เมื่อเครื่องบิน AWAC ประกบเครื่องบินพาณิชย์ MH370 ลำนี้

ทำให้สัญญาณ Primary เรดาร์ตรวจไม่พบ จากนั้นก็มีเครื่องบินล่องหนจากเรดาห์ได้ คือ เสตลล์ รูปร่างคล้ายจานบินสีดำ บินประกบอีก 1-2 ลำ จุดนี้เป็นได้ 2 กรณี คือ

กรณีแรก การควบคุมรีโมทเครื่องบินจากภายนอกซึ่งทำได้อยู่แล้ว เพราะเป็นระบบของบริษัทผลิตเครื่องบินที่ทำระบบนี้ไว้ แต่ต้องทำโดยระดับรัฐบาลเท่านั้น

กรณีสอง ภายในเครื่องบินทีมหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่แฝงตัวมา อาจร่วมกับลูกเรือ หรือนักบิน เข้าไปในห้องนักบินทำการปิดระบบ transponder ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Secondary เรด้าห์ คล้ายระบบ SMS ที่ใช้เป็นสากล สำหรับส่งตำแหน่งเครื่องบินพาณิชย์ ให้หอควบคุมการบินทราบตำแหน่งละติจูด และลองติจูด เพื่อทราบทิศทางเครื่องบินพาณิชย์ตลอดเวลา

โดยผู้จี้ควบคุมเครื่องบินกล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า "ออลไรด์ กู๊ดไนท์" แล้วจึงปิดระบบ transponder นี้ระยะห่างเวลา 10-14 นาที จนในเวลา 01.21 น. ทำให้สัญญาณตำแหน่งเครื่องบินหายวับไปจากจอ Secondary เรด้าห์ภาคพื้นดินทันที ก่อความโกลาหลขึ้นในเวลาต่อมา

จากนั้นผู้จี้ควบคุมเครื่องบิน ก็หันทิศทางเครื่องบินกลับด้าน ย้อนศรมาทางเดิมมุ่งหน้าทิศตะวันตกเฉียงไต้ จากนั้นผู้จี้ควบคุมเครื่องบินเตรียมพร้อมสำหรับทีมตัวเอง โดยการใส่อุปกรณ์หน้ากากอ๊อกซีเจนรับการเปลี่ยนแปลงความดันเฉียบพลัน (อุปกรณ์ป้องกันเหมือนนักบินเจ๊ตขับไล่เหนือเสียง)

ผู้จี้ควบคุมเครื่องบินพวกนี้ต้องมีประสบการณ์ และถูกฝึกมาให้ทนต่อแรงกด และแรง G (แรงโน้มถ่วง) มหาศาล จากนั้นทำการปรับเพดานบินจากระดับความสูง 25,000 ฟุต พุ่งโด่งขึ้นสูงลิ่วเกินกำหนดไปเพดานบินที่ 45,000 ฟุต และทิ้งตัวเครื่องบินลงต่ำอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้หน้ากากอ๊อกซิเจนจะตกลงมาอัตโนมัติ

ผู้โดยสารจะรีบคว้ามาครอบปากและจมูก แต่ผู้จี้ควบคุมเครื่องบินก็ตัดอ๊อกซิเจนในห้องผู้โดยสารทั้งหมด เหลือไว้เฉพาะพวกตนบังคับเครื่องบินต่อไป จนเพดานบินลดต่ำเหลือ 5,000 ฟุต ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรืออื่นน๊อคสลบไปทันที จากการเปลี่ยนแปลงความดันโดยไม่สามารถต่อต้านใดๆ ได้เลยเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ส่วนเครื่องบินเสตลล์ และ AWAC ล่องหนก็ทำหน้าที่นำทางเครื่องลำนี้ที่ตกอยู่ในสภาพเหมือนคนตาบอด บินผ่าน 4 รัฐของมาเลเซีย แล้วผ่านมาทางใกล้ชายแดนทางตอนไต้ของไทย จุดนี้เรดาห์ชนิด Primary เรด้าห์ของทหารไทย และทหารมาเลย์ จับสัญญาณเครื่องบินพาณิชย์นี้ได้ แต่จับตำแหน่งเสตลล์ และ AWAC ล่องหนเรดาห์ไม่ได้

ทหารไทยตรวจพบเครื่องบินรุกล้ำจึงส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัด แต่มือที่มองไม่เห็นรีบประสานงานร้องขอผ่านน่านฟ้า อ้างว่าเป็นภารกิจลับสำคัญด้านความมั่นคง จุดนี้ในตำแหน่งและเวลาใกล้เคียงกันมีชาวบ้านชาวประมงทั้งไทย และมาเลย์ จำนวนมากจากหลายจุด ได้ยินเสียงบูมกระแทกอากาศดังสนั่นเพราะเป็นการบินในระดับต่ำ

พร้อมเห็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ และเสตลล์สีดำด้วยตาเปล่า บินประกบเครื่องบินพาณิชย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่มาเลย์ไม่ยอมแถลงบอกความจริง เพราะเสียหน้าที่ต้องเปิดเผยว่าประเทศตนเองมีช่องว่างในระบบการป้องกันภัยความมั่นคงทางอากาศ เมื่อเครื่องบินๆ ต่ำผ่านช่องแคบมะละกาไปได้ เครื่องบินทั้ง 3 ชนิดก็ปรับเส้นทางใหม่อีกครั้ง

โดยเชิดหัวขึ้นความสูงปกติ มุ่งหน้าขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือสู่ตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย ค่าความเร็วแบบบินอัตโนมัติ (autopilot) คือประมาณ 350 น็อต อยู่ที่ระดับ cruising คือ เกิน 30,000 ฟุต ตามเส้นทางการบินพาณิชย์ปกติ ผ่านหมู่เกาะอันดามัน ซึ่งเป็นทิศทางของสายการบินพาณิชย์ทั่วไป

ที่ใช้เส้นทางนี้ เวลาบินไปตะวันออกกลาง (waypoint N571 and P628) เพื่ออำพรางเครื่องบิน MH370 ให้แฝงตัวเข้าไปในหมู่เครื่องบินพาณิชย์จำนวนมาก ที่กำลังบินไปเส้นทางเดียวกันเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต และยังเกี่ยวเนื่องกับสนามแม่เหล็กโลกด้วย เพราะโลกมีการหมุนรอบตัวเอง แต่สัญญาณ ping ก็ยังคงถูกดาวเทียม บ. Inmarsat อังกฤษ จับได้ทุก 1 ชั่วโมง

แล้วเครื่องบินมรณะก็คงระยะห่างจากฝั่งสม่ำเสมอเพื่อให้พ้นรัศมี Primary เรดาร์ของประเทศอินเดีย และศรีลังกา โดยมีเครื่องบิน 2 ชนิดบินประกบอารักขาและนำทางตลอดเวลา ต่อมาเครื่องบินปรับทิศทางลดต่ำเฉียงลงไปทางไต้อีกครั้งตรงเรื่อยๆ แต่ก่อนเข้าถึงหมู่เกาะมัลดีพ (จำชื่อเกาะนี้จากช่วงแรกใช่ไหม ??)

ได้ปรับเพดานบินลงต่ำลงมากอีกครั้งเพื่อหลบ Primary เรดาร์ ผ่านไปที่เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนไต้ของหมู่เกาะมัลดีพ จนเวลา 06.15 น. เช้าอีกวันมีชาวบ้านจำนวนมากเห็นตัวเครื่องบินในระยะต่ำมาก ขนาดเห็นประตูเครื่องบินพาณิชย์ MH370 ลำนี้ชัดเจน และมองเห็นสีของเครื่องบินได้เลยทีเดียว

เมื่อผ่านหมู่เกาะมัลดีพแล้วก็ตรงลงไต้ไปอีก สัญญาณ ping ก็ยังคงถูกดาวเทียม บ. Inmarsat อังกฤษ จับได้จุดนี้อีก เครื่องบินลำนี้มุ่งตรงลงไต้โดยมีเรือพิฆาตของมือที่มองไม่เห็นคอยอารักขา บินต่ออีกสักพักก็ถึงเกาะดิเอโก้ กราเซีย ฐานทัพลับในมหาสมุทรอินเดียของเจ้าพ่อก่อการร้ายโลกในช่วงเช้าวันที่ 9 มี.ค.57

ดาวเทียม บ. Inmarsat อังกฤษได้จับสัญญาณได้ในเช้าวันที่ 9 มี.ค.57 จนเป็นที่มาของการตรวจวัด Doppler effect ของสัญญาณ ping ดาวเทียม ได้ 6-7 ครั้ง ซึ่งบ่งชี้ว่าเครื่องบินลำนี้ได้ " บินในวิถีโค้งจากเหนือลงใต้ " ตลอดเวลานั่นเอง ส่วนนักบินของมือที่มองไม่เห็นก็ขึ้นเครื่องบินที่รอรับและช่วยเหลือกลับไป

ปล่อยทิ้งให้เครื่องบินพาณิชย์ MH370 พร้อมผู้โดยสารทั้งหมดจมลงในทะเลลึก ทิศไต้ของมหาสมุทรอินเดีย ดำดิ่งจมลงก้นทะเลที่ลึกสุดขั้วเกินจินตนาการ คลื่นขนาดใหญ่มหาศาลสภาพอากาศแปรปรวนและเลวร้าย จนต้นเดือน ส.ค.58 คนงานที่เกาะเรอูว์นียง อาณานิคมฝรั่งเศส ใกล้ทวีปแอฟริกา ห่างจากมาดากัสการ์ไปทางตะวันออกราว 600 กิโลเมตร

เลยจากฐานทัพลับและสนามบินทหารบนเกาะดิเอโก การ์เซีย ของอเมริกา ได้พบซากเครื่องบินดังกล่าวขนาดใหญ่ขนาด 9x3 ฟุต เป็นชิ้นส่วนเครื่องบินโบอิ้ง777 ของเครื่องบินโดยสาร MH370 มาเลเซียที่หายไป 16 เดือนที่แล้ว พบรหัส "657-BB" ที่เป็นรหัสการซ่อมบำรุง ปรากฏอยู่ตรงส่วนปีกในคู่มือบำรุงรักษา

ได้ลอยไปเกยตื้นชายหาด และยังพบชิ้นส่วนกระเป๋าเดินทาง ไม่ไกลจากจุดที่พบชิ้นส่วนเครื่องบินนี้ ตลอดเวลา 1 ปีกว่ามานี้คนงานทำความสะอาดชายหาดเขาพบชิ้นต่างๆ ส่วนตลอดมา เขาแจ้งทางการฝรั่งเศส แต่ถูกปิดข่าวและไม่มีใครสนใจ เขาจึงรวบรวมสิ่งของเผาทำลายที่ชายหาดนั้นแทบทุกวัน

ฝรั่งเศสตรวจและยอมรับกับผู้นำมาเลเซียว่าชิ้นส่วนที่ตรวจพบนี้คือ MH370 ผู้นำมาเลเซียเองก็แถลงยอมรับแล้วว่า "เป็นชิ้นส่วน MH370 ของประเทศตนเองที่หายไปครั้งนั้นจริงๆ" คนระดับผู้นำประเทศไม่ใช่จะพูดอะไรกันเล่นง่ายๆ เขารู้นานแล้ว และแถลงเป็นนัยยะตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค.57 แต่ไม่มีใครเฉลียวใจเอง ไม่เชื่อลองไปค้นข่าวเก่าที่เขาแถลงวันนั้นได้ แต่ตอนนั้นเขาตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก

ปกติรัฐบาลอเมริกาจะแส่เรื่องคนอื่นไปทั่วโลก วันไหนถ้าไม่ได้แส่จะนอนไม่หลับ แต่ใครสังเกตเรื่องนี้ดีๆ ก็จะพบว่า "อเมริกาเงียบเป็นเป่าสาก" ไม่เคยออกมาแถลงแส่ใดๆ เลยสักแอะ เรือดำนำสักลำเขายังไม่มาช่วยหาเลย และนี่คือพฤติกรรมอเมริกา ถ้าเรื่องไหนเขาไม่ได้ทำเขาจะรีบออกมาโหวกเหวกโวยอย่างโน้นอย่างนี้

แต่เรื่องไหนเขาบงการก่อเรื่องก่อวินาศกรรมที่นั่น ก่อการร้ายที่นี่ เขาจะเงียบกริ๊บปานกาวตราช้างติดปาก และการระเบิดที่จีน กับที่รัสเซีย เขาก็เงียบกริ๊บซะด้วย ดูง่ายๆ จำช่วงที่เกิดก่อการร้ายชาลีแอ็บโด ในฝรั่งเศส และผู้นำฝรั่งเศสนัดผู้นำชาติอื่นๆ มาเดินดาหนาแสดงพลังต่อต้านอิลลูมินาติตามที่เขาแถลงออกทีวีว่าเป็นฝีมือกลุ่มนี้ทำ จะมีคนรู้สักกี่คนว่ามีระดับ รมต.ด้านความมั่นคงคนสำคัญของมือที่มองไม่เห็น กลับนอนเล่นในโรงแรมกลางกรุงปารีสเฉยเลย ไม่ยอมลงมาเดินร่วมขบวนต่อต้านอิลลูมินาติกับฝรั่งเศสและบรรดาผู้นำทั้งหลาย เรื่องความเลวร้ายของมือที่มองไม่เห็นแบบนี้ ไม่มีทางที่เราจะได้รับรู้จากสื่อตะวันตก

เพราะต่างก็เป็นตะงึก ตะงัก ไม่กล้าบอกความจริงนี้ต่อสาธารณะ เนื่องจาก "ลัทธิประชาธิปไตยห้ามพูดความจริง" ใครเข้าลัทธินี้ต้องโกหกเก่งอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เชื่อลองไปดูนักการเมืองเลือกตั้งบ้านเราซิว่าโกหกเก่งหรือไม่ ?? เพราะความจริงประชาชนยากที่จะทำใจยอมรับในความป่าเถื่อนโหดร้าย ปลิ้นปล้อน และคดโกงของได้..







ที่มา * tnews.
Loading...

No comments:

Post a Comment