จากไปไม่กลับ!! พิสูจน์ชัดๆ เผยบ้านของ “ชัยภูมิ ป่าแส” ที่ถูกวิสามัญ แทบช๊อกเมื่อเห็นสภาพบ้านเป็นแบบนี้ เร่งเปิดวงจรปิดดูด่วน (มีคลิป)


เมื่่อวันที่ 25 มี.ค. ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ บ้านกองผักปิ้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านของ นายชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ วัย 17 ปี ที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรม โดยระบุว่ามียาเสพติดในครอบครอง และพยายามปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ จนสร้างความคลางแคลงใจในสังคม เป็นเหตุการณ์องค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ เรียกร้องรัฐบาลคลี่คลายเรื่องให้ชัดเจน



โดย นางเตือนใจ ดีเทศน์ อนุกรรมการสิทธิฯ เผยว่า จากการพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน ทราบว่าชัยภูมิ เป็นเด็กกตัญญูต่อแม่ พ่อเลิกไปตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็หาเงินมาให้พ่อเลี้ยงกับแม่ เด็กมีพรสวรรค์ แต่งเพลงทำกิจกรรม ต้องการให้เด็กลาหู่ห่างไกลยาเสพติด และรักความเป็นลาหู่ และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่พิสูจน์มาไม่น้อยกว่า 5 ปี เสียดายที่ถูกวิสามัญ ในฐานะอนุกก.สิทธิ์ฯ ด้านชาติพันธ์ อยากให้สังคมไทยให้ความเป็นธรรม ไม่มองเหมารวมว่าคนชาติพันธุ์ต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในแต่สังคมก็มีคนดีและคนไม่ดี ชัยภูมิพยายามทำให้เห็นว่าเยาวชนต้องไกลจากยาเสพติด



นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่ได้ พบว่านายชัยภูมิทำธุรกิจกาแฟเพื่อสุขภาพ ร่วมกับพี่ที่อุปการะเขา ดังนั้นบัญชีของเขาจะมีเงินเข้ามาบ่อยๆ แต่ไม่ถึงหลักหมื่น เป็นแค่หลักพัน เป็นรายได้จากการขายกาแฟ
แต่ถ้าผบช.ภาค 5 มีหลักฐานก็ขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสังคม ส่วนเรื่องระเบิดคนในพืนที่ก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ดังนั้นเรื่องเอาระเบิดไปปาคงไม่น่าถูกต้อง

“โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันเกิดเหตุนายไมตรี ที่เป็นพี่อุปการณ์นายชัยภูมิ ทราบเหตุก็พยายามจะเข้าไป แต่ก็ถูกกันไม่ให้เข้า จนกระทั่งวันที่ 18 มี.ค.ถึงจะส่งศพที่ชันสูตรแล้วกลับมา
ซึ่งมีคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่หากดูจากภาพถ่ายว่านายชัยภูมิช่วยทหารเปิดกระโปรงรถด้านหน้า เมื่อไม่พบก็กลับไป แต่มีการทำร้ายร่างกายกันก่อนหรือไม่ จึงขอให้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ตอบสังคมให้ได้ แม้ว่านายชัยภูมิจะมีความผิดในคดียาเสพติด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผ่านศาล ไม่ใช่การวิสามัญ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์มีชีวิตอยู่ ขอให้แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยข้อมูลให้เอาภาพวงจรปิดที่ระบุว่าดูแล้วออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นไฟลามทุ่ง หรือน้ำผึ้งหยดเดียว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมก็ควรจะเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบทั้งหมด
เมื่อถามว่าต้องมีการชันสูตรศพใหม่หรือไม่ นางเตือนใจบอกว่า เมื่อมีข้อสงสัยว่ามีการซ้อมทรมานก่อนเสียชีวิตหรือไม่ ก็ควรชันสูตรศพที่ฝังอยู่ใหม่”นางเตือนใจ กล่าว

ส่วนเรื่องอายุ นางเตือนใจ ระบุว่า จากการสอบถามพบว่าน่าจะอายุไม่เกิน 18 ปี แต่อาจจะมีความผิดพลาดจากการสำรวจข้อมูล ยกตัวอย่างผู้ใหญ่บ้านหญิงคนหนึ่งในพื้นที่ก็อายุในบัตรไม่ตรงกับอายุจริงถึง 5 ปี








Loading...

No comments:

Post a Comment