ถึงแม้บนยอดเขาจะมีต้นกาแฟเพียงต้นเดียว…เราก็จะขึ้นไป(รายละเอียด)


พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร เล่าไว้ในหนังสือ “รอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร” ความตอนหนึ่ง ที่ฉายภาพให้เห็นชัดเจนถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะและพระขันติธรรมของพระองค์ท่านในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน โดยสรุปดังนี้





“ในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่สับสนและวุ่นวาย ในปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งมวลเป็นปกติโดยไม่ทรงหวั่นไหว โดยเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ ตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ที่เชียงใหม่ และเสด็จออกเยี่ยมเยียนราษฎรทั้งราษฎรชาวเขาเผ่าต่างๆ กับประชาชนซึ่งอยู่ในที่ราบลุ่มตามที่ทรงปฏิบัติเสมอมาทุกปี ครั้งนั้นในหลวง ร.๙ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ซึ่งทรงกระทำเช่นนี้เป็นปกติ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งฝ่าฝุ่นแดงและความลุ่มดอนของถนนในสมัยนั้นออกเยี่ยมราษฎรอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่





ในวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๑๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.๙) พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จไปเยี่ยมเยียนราษฎรซึ่งเป็นชาวเขาบนดอยอินทนนท์ ในการทรงเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขาครั้งนี้ หลังจากเสด็จด้วยรถยนต์พระที่นั่งทรงเยี่ยมชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านขุนกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง แล้ว พระองค์และสมเด็จฯ ยังได้เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาท ไปตามไหล่เขาที่สูงบ้างต่ำบ้างเป็นระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร เพื่อทรงเยี่ยมชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่บ้านอังกาน้อยและทรงพระดำเนินต่อไปอีก ๒ กิโลเมตร เพื่อพระราชทานไก่พันธุ์โร้ดไอส์แลนด์เร็ด และผ้าห่มให้แก่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่บ้านท่าฝั่งเช่นเดียวกับที่บ้านอังกาน้อย



ต่อจากนั้นยังทรงพระดำเนินต่อไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร จนถึงไร่กาแฟที่ราษฎรชาวกะเหรี่ยงปลูกไว้ รวมเป็นระยะทางที่ทรงพระดำเนินทั้งสิ้นในบ่ายวันนั้นประมาณ ๖ กิโลเมตร เพื่อทอดพระเนตรต้นกาแฟ ที่มีให้พระเจ้าอยู่หัวฯ ทอดพระเนตรเพียงต้นเดียว เสร็จจากการทอดพระเนตรต้นกาแฟต้นเดียวแล้ว พระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จฯ ยังต้องทรงพระดำเนินกลับออกไปยังรถยนต์พระที่นั่งที่จอดไว้ที่แยกปากทางเข้าบ้านอังกาน้อย รวมเป็นระยะทางที่เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทในวันนั้น ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร แล้วพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.๙ ยังต้องทรงขับรถยนต์พระที่นั่งกลับด้วยพระองค์เองอีก จนถึงพระตำหนักด้วย



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสอธิบายแก่ พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ว่า เหตุที่พระองค์ทรงพระดำเนินไปเป็นระยะทางไกลตามที่ ม.จ. ภีศเดช รัชนี กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ เพียงเพื่อไปทอดพระเนตรต้นกาแฟเพียงต้นเดียวนั้น ด้วยเมื่อก่อนชาวเข่าเผ่ากะเหรี่ยงบนดอยอินทนนท์ประกอบอาชีพปลูกฝิ่น พระองค์ท่านทรงไปพูดจาชี้แจงชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทนฝิ่น เมื่อกาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้าสำหรับกะเหรี่ยง จึงต้องไปทอดพระเนตร จะได้ทรงแนะนำเขาต่อไปได้ว่า ทำอย่างไรกาแฟจึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นที่เข้าใจว่า เป็นไปตามพระบรมราโชบายที่ว่า ไม่โปรดการ “เร่งรัดพัฒนา” แต่โปรดให้ราษฎรเรียนรู้ด้วยตัวเองและรู้จักพัฒนาตนเอง







ในปีต่อมา ราษฎรชาวกะเหรี่ยงดอยอินทนนท์ ปลูกกาแฟได้ผลงามทั้งไร่ และบริษัทผลิตกาแฟในกรุงเทพฯ ได้ไปขอซื้อกาแฟ โดยให้ราคาสูงถึงกิโลละหนึ่งบาท(ในสมัยนั้น) ปรากฏว่า ราษฎรชาวกะเหรี่ยงที่ดอยอินทนนท์ขายกาแฟได้เป็นเงินต่อไร่ต่อปีสูงกว่าที่เคยขายฝิ่นได้หลายสิบเท่า

Cr: หนังสือรอยพระยุคลบาท บันทึกความทรงจำของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร



ปัจจุบันกาแฟต้นแรกของพ่อได้ ออกดอก ออกผลแผ่กิ่งก้าน สร้างรายได้ให้แก่เกษตร ชาวเขา ที่ปลูกกาแฟบนดอยได้มีรายได้ใช้ภายในครอบครัว โดยตามประวัตินั้นเจ้าของต้นกาแฟต้นแรกของไทย คือพระสหายบนดอยอินทนนท์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ “คุณลุงพะโย่ ตาโร” ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ อาศัยอยู่ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันคุณลุงพะโย่อายุ 70 กว่าปี ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวบ้านในละแวกนี้เป็นอย่างดีว่า คุณลุงคือ “พระสหายของในหลวงรัชกาลที่ ๙”



โดยเรื่องทั้งหมดเริ่มจากเมื่อประมาณ 43 ปีก่อน คุณลุงพะโย่ในวัย 30 ต้นๆ ที่กำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ในไร่ ได้ยินข่าวว่า “ในหลวงจะเสด็จมาที่นี่” แต่คุณลุงท่านเป็นคนที่อยู่ห่างไกลจากการได้รับข่าวสารจากภายนอก จึงไม่รู้ว่าคนที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ในหลวง” นั้นหน้าตาเป็นอย่างไรและเป็นใคร จึงได้มีคนบอกคุณลุงว่า ให้หยิบเหรียญบาทขึ้นมาดู พบใครก็คนนั้นแหละ โดยไม่กี่วันหลังจากนั้น “คนบนเหรียญ” ก็มาถึงที่หมู่บ้านหนองหล่มจริงๆ และลุงพะโย่ผู้ซึ่งพอจะสื่อสารภาษาไทยได้บ้างก็ได้รับหน้าที่จากทั้งหมู่บ้านให้เป็นคนรับรอง “ในหลวง” ท่านนั่นเอง



ลุงพะโย่นั้นมี “ต้นกาแฟ” อยู่ 2-3 ต้นห่างจากตัวบ้านไม่ไกล ซึ่งคนที่ปลูกเอาไว้ก็คือพ่อตาของคุณลุงพะโย่ โดยได้ปลูกไว้ท่ามกลางไร่ฝิ่นซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของชาวเขาในยุคนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 และหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ผู้ติดตามใกล้ชิด ซึ่งเดินทางขึ้นมาถึงบ้านหนองหล่ม ได้ทรงพบต้นกาแฟนี้เข้าหลังจากทรงปีนป่ายขึ้นเขามาตลอดวัน และทรงรู้สึกสนพระทัยว่า “ต้นกาแฟก็เติบโตที่นี่ได้เหมือนกัน” คุณลุงพะโย่จึงได้ถวายเมล็ดกาแฟที่เกิดจากต้นกาแฟนั้นแด่ในหลวง



กาแฟสายพันธุ์ต่างๆได้ถูกพัฒนาจนปลูก แล้วจัดจำหน่ายในชื่อแบรนด์ว่า “โครงการหลวง”







กาแฟอราบิก้า รสเลิศ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นรับไอเย็น สมกับคำกล่าวอ้างที่ว่า กาแฟ “โครงการหลวง” รสดีที่หนึ่ง นอกจากกาแฟที่คัดสรร มาคั่ว และชงให้ชิมกันสดๆแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าชมสวนกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ในป่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แปรรูปจนได้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพ



ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของในหลวง(ร.๙) จึงทำให้พสกนิกรชาวไทยได้มีอาชีพ มีกินมีใช้ตราบจนทุกวันนี้

รูปร้านกาแฟโครงการหลวง





Loading...

No comments:

Post a Comment