ข่าวประจำวัน
thumbnail

ด่วนที่สุด!!!…ศาลตัดสินแล้ว คดี “ตายาย เก็บเห็ด” ทำน้ำตาไหลทั้งห้อง สงสารเหลือเกิน ทำไมๆๆ ต้องเป็นแบบนี้ด้วย (รายละเอียด)


อ่านเพิ่มเติม

จากกรณีเหตุการณ์ของ นายอุดม และ นางแดง ศิริสอน สามีภรรยาที่ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่า จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งคดีนี้ผ่านมาแล้ว 7 ปี ทางศาลฎีกาได้ส่งคดีไปยังศาลชั้นต้น และซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 2 พ.ค. นี้


และล่าสุด!!! เมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมญาติ ได้เดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษา ในชั้นฎีกา ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ


โดยจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป


โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองสามีภรรยาได้เดินขึ้นไปที่บังลังค์ 10 เพื่อรอรับฟังคำพิพากษา ซึ่งคดีนี้ สองสามีภรรยาถูกจับในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ 72 ไร่ โดยมีหลักฐานตัดไม้สักและกระยาเลยกว่าหนึ่งพันต้น และยังครอบครองไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาติ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 จนเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 30 ปี โดยผู้ต้องหารับสารภาพ ลดโทษเหลือ 15 ปี และประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์เมื่อปี 2557 ปฏิเสธว่าไม่ได้ตัดไม้ และในวันเกิดเหตุได้เข้าไปเก็บเห็ดในป่าสงวนเท่านั้น โดยข้อให้ศาลลดโทษซึ่งศาลพิพากษาแก้เป็น จำคุก 14 ปี 12 เดือน จนได้มีการร้องขอความเป็นธรรมและได้รับความช่วยเหลือจนมีการรื้อฟื้นและมีการอ่านคำพิพากษาในวันนี้อย่างที่เป็นข่าวในข้างต้น






ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายสงกานต์ อัจริยะทรัพย์ ประธาน เครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้พานายอุดม และนางแดง ศิริสอน สองตายายเก็บเห็ดที่ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่า เดินทางเข้า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามหมณกุล รองผบ.ตร. เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองพยานในช่วงที่จะมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 2 พฤษภาคมที่จะถึงนี้



นายอุดม ยังกล่าวว่า ยังกังวลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ส่วนผลคำพิพากษาไม่ว่าจะออกมาอย่างไร ตนเองก็พร้อมจะยอมรับและไม่คิดจะหนีไปไหน ทั้งนี้เรื่องการเก็บเห็ดนั้นทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ จึงไม่คิดว่าจะมีความผิด








thumbnail

#เพจดังเหลืออดเหลือทน!!! หลังจากรู้คำพิพากษาตายาย??!! ซัดเน้นๆ!! เก่งแต่จับคนจนนี่หว่า ลูกกระทิงแดงชนคนตายป่านนี้ยังจับไม่ได้เลย!! (รายละเอียด)


อ่านเพิ่มเติม

เกิดเป็นประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์มากมาย เกี่ยวกับประเด็นของคดีสองตายายเก็บเห็ด ที่ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับสองตายายและญาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เองก็ทำให้เกิดประเด็นเปรียบเทียบระหว่างคดีขับรถชนคนตายของ บอส อยู่วิทยา ลูกชายคนเล็กของ นายเฉลิม อยู่วิทยา ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมตั้งวงเงินประกัน 5 แสนบาท

จนล่าสุดเมื่อทางเพจดังอย่าง DR.K v.3 ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเช่นกัน และนำมาเปรียบเทียบกับคดีของสองตายายเก็บเห็ดดังกล่าว โดยมีข้อความระบุเอาไว้ว่า…

“คดีเก็บเห็ดติดคุก 5 ปี ขับรถชนคนตาย 5 ปีเเมร่งก็ยังลอยนวล เผลอ ๆ จับตัวมาดำเนินคดีไม่ได้
มึงจะล่ามันทีก็ส่งข่าวให้พวกมันรู้ อยากได้ตัวมันจริงมันคงไม่ยาก ถ้าพวกมึงทำกันจริง
#ถรุ้ยยยยยยยยยยยยยย!!
เก่งจริงเก่งจังสัส จับได้เเต่คนโจนนนน”


คอมเม้นชาวเน็ต




หากย้อนกลับไปถึงคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่วันที่ 3 ก.ย.2553 โดยร้อยเวร สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งรถยนต์สปอร์ตหรูยี่ห้อเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กทม. ขับพุ่งชน ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณซอยสุขุมวิท 47 ต่อมาทราบชื่อ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ อายุ 47 ปี ผบ.หมู่ ป.ของ สน.ทองหล่อ รหัสหมวกคือ 126-4 โดยลากศพพร้อมจักรยานยนต์สายตรวจไปไกลเกือบ 200 เมตร แล้วหลบหนีเข้าบ้านพักเลขที่ 9 ภายในซอยสุขุมวิท 53 ต่อมาพบว่าบ้านพักหลังดังกล่าวเป็นของ “เฉลิม อยู่วิทยา” เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดง

ภายหลังได้รับรายงานจากลูกน้อง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ “บิ๊กแจ๊ด” ก็รีบเดินทางไปยังบ้านของ “นายเฉลิม อยู่วิทยา”เพื่อเข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงภายในบ้านโดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนตามเข้าไปทำข่าวหรือสังเกตการณ์ภายใน“อยู่วิทยา”


ไม่นานนักประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.จึงออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พบรถต้องสงสัยอยู่ภายในบ้าน แต่ไม่มีข้อมูลว่าผู้ใดเป็นคนขับ ต้องรอผู้ที่ก่อเหตุตัวจริงเดินทางเข้ามอบตัว แต่หากไม่เข้ามอบตัวจะนำหมายศาลเข้าตรวจค้น


พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้เข้าไปสอบสวนข้อเท็จจริงภายในบ้าน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในแต่อย่างใด ขณะที่บริเวณหน้าบ้านพบคราบน้ำมันเครื่องเป็นทางยาวจากปากซอยเข้าไปในบ้านอย่างชัดเจน โดยมีรายงานว่า รถยนต์คันดังกล่าวนั้นยังคงจอดอยู่ภายในบ้านด้วย


ภายหลัง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า รถยนต์คันก่อเหตุยังคงจอดอยู่ในบ้าน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ใดเป็นคนขับ หลังจากนี้ต้องรอผู้ที่ก่อเหตุตัวจริงเดินทางเข้ามอบตัว แต่หากไม่เข้ามอบตัว ก็จะนำหมายศาลพร้อมกำลังตำรวจ 300 นาย บุกเข้าตรวจค้น เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน ทั้งรอยคราบน้ำมันรถ และพยานที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งขับรถตามรถคันก่อเหตุเข้าด้วย ขณะเดียวกัน ผบช.น. ได้ประกาศว่า จะต้องติดตามจับกุมคนร้ายตัวจริงให้ได้ เนื่องจากผู้ใต้บังคับบัญชาเสียชีวิต และหากยังไม่ได้ตัวคนร้าย ตนก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่ง เพราะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตไปฟรี ๆ ไม่ว่าคนในบ้านจะใหญ่ขนาดไหน ก็ต้องนำผู้ต้องหามาดำเนินคดีให้ได้


จากนั้นในช่วงสาย มีรายงานว่า นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส บุตรชายคนเล็กของนายเฉลิม อยู่วิทยา ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เบื้องต้นรับสารภาพว่า เป็นผู้ที่ขับรถคันดังกล่าวชนตำรวจเสียชีวิตจริง โดยจากการเปิดเผยของ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านการสอบสวนในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว ทราบว่า ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ โดยยอมรับว่า ขับรถชนตำรวจจริง แต่เป็นเพราะรถของดาบตำรวจวิเชียรขับปาดหน้ากะทันหัน จึงหักหลบไม่ทัน ซึ่งเบื้องต้นได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พร้อมตั้งวงเงินประกัน 5 แสนบาท


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐานก็ได้ตรวจสอบสภาพรถยนต์คันที่เกิดเหตุ เบื้องต้นทราบหมายเลขทะเบียนของรถเฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา รุ่นพินอินฟาริน่า ที่ขับชนดาบตำรวจวิเชียรแล้ว คือ ญญ 1111 กรุงเทพฯ โดยถูกถอดทะเบียนออกไปหลังเกิดเหตุ


การดำเนินคดีล่าช้ามาแล้วเกือบ 5 ปี โดยนายวรยุทธไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ตามหมายเรียก แต่จะให้ทนายความเดินทางไปแทน และอ้างว่าป่วยหรือเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศ ขณะที่อายุความในหลายข้อหาจะหมดลงในปีนี้

แต่เอพีรายงานว่า ความจริงแล้วไม่ใช่ ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากอุบัติเหตุ นายวรยุทธกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับครอบครัว โดยนั่งเครื่องบินเจ็ตกระทิงแดงเดินทางไปทั่วโลก ไปดูทีมรถแข่งฟอร์มูล่าวันของกระทิงแดง และถ่ายรูปคู่รถปอร์เช่คาร์เรร่าที่ประเทศอังกฤษ

(XPB Images via AP)

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ในโซเชี่ยลมีเดียพบว่า นายวรยุทธและครอบครัวเดินทางไปที่เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยเยี่ยมชมวัด นั่งเล่นริมสระน้ำ และค้างที่รีสอร์ตหรูคืนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 34,000 บาท) นักวิเคราะห์ให้สัมภาษณ์กับสำหนักข่าวเอพีว่า ความเฉื่อยชาในคดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่สะท้อนถึงสิทธิพิเศษสำหรับชนชั้นมั่งคั่งในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญความวุ่นวายทางการเมือง และต่อสู้กับหลักนิติธรรมมาหลายทศวรรษ

(XPB Images via AP)

ขณะที่ตำรวจระบุว่า นายวรยุทธได้รับแจ้งนัดหมายให้มาพบและฟังข้อกล่าวหาอีกครั้ง โดยจะเดินทางมาที่สำนักงานอัยการสูงสุดวันที่ 30 มี.ค. นี้ เอพีเปรียบเทียบระหว่างนายวรยุทธที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีสมบัติเพิ่มพูนจากหลักล้านเป็นพันล้าน โดยได้รับการศึกษาในโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ค่าเทอมปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (กว่า 1.3 ล้านบาท) กับด.ต.วิเชียรผู้อาศัยอยู่ในชนบทที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น แต่เป็นคนมีความทะเยอทะยาน


โดยด.ต.วิเชียรละทิ้งชีวิตชาวไร่ชาวสวน ไปทำงานราชการ และศึกษาเล่าเรียน รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่และพี่สาวที่เป็นมะเร็ง แม้จะยังไม่มีลูก แต่ตั้งใจส่งเสียค่าเล่าเรียนให้ลูกของพี่ชาย แต่ชีวิตจบสิ้นลงเมื่อถูกนายวรยุทธขับรถเฟอร์รารี่พุ่งชน จนกลายเป็นพาดหัวข่าวไปทั่วประเทศ.

เอพีรายงานว่า นับตั้งแต่ด.ต.วิเชียรเสียชีวิต ในโซเชี่ยลมีเดียพบว่า นายวรยุทธเดินทางไปต่างประเทศอย่างน้อย 9 ประเทศ โดยไปล่องเรือที่โมนาโก เล่นสโนว์บอร์ดที่ญี่ปุ่น ฉลองวันเกิดที่ร้านอาหารหรูในกรุงลอนดอนของอังกฤษ แช่สระน้ำในกรุงอาบูดาบีของดูไบ ทานอาหารที่ฝรั่งเศส ควงจักรยานหรูราคาหลักแสนในกรุงเทพ โดยครอบครัวให้การสนับสนุน ทุกวันนี้ ที่อพาร์ตเมนต์เล็กๆ นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ พี่ชายของด.ต.วิเชียร เก็บอัลบั้มภาพถ่ายของน้องชายที่มีอยู่น้อยนิด และกล่าวว่า ประเทศไทยดำเนินด้วยระบบ “สองมาตรฐาน”


ส่วนทางด้านคดีตายายเก็บเห็ด ที่นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา ตกเป็นจําเลย ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ หลังสองตายายถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในขณะเข้าไปในป่าดงระแนง ตําบลหนองขาม อําเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเนื้อที่ 72 ไร่ และอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2553 โดยถูกกล่าวหาว่า บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทําประโยชน์โดยการทําไม้ในป่าดังกล่าวและใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนทําการตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่เป็นไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขายจํานวน 1,148 ท่อน อยู่ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในวันฟ้องและศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ให้ลงโทษจําคุกคนละ30 ปี แต่จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงลดโทษ เหลือจําคุกคนละ 15 ปี พร้อมริบของกลาง และให้จําเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจําเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครอง


ต่อมาจําเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ ว่า จําเลยทั้งสองไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง แต่ที่รับสารภาพเพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่าคดีดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น และมีความบกพร่องทางการได้ยิน รวมทั้งการดําเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษให้แก่จําเลยทั้งสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้ว พิพากษาแก้ในส่วนของข้อกฎหมาย โดยให้ลงโทษจําคุกจําเลยทั้งสองคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างฎีกา ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้กําหนดนัดอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่ได้เลื่อนคดีไปเพื่อสืบเสาะและพินิจจําเลยทั้งสองก่อนตามคําสั่งของศาลฎีกาและจําเลยทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา

จนล่าสุดจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป



ซึงจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 คดี มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง มีช่องว่างระหว่างคนจน กับ คนรวย เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเน็ตเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีทั้ง 2 ที่เกิดขึ้น

thumbnail

#ดาบนั้นคืนสนอง!?!…เช็คบิล”จนท.ป่าไม้” เป็นใครรู้ดีแก่ใจ จับ”ตายาย”ที่มาคุก5ปี ทนายลั่นเดือดฟ้องมาก็ฟ้องกลับ ระอุสุดขีด กำลังใจมาเต็ม


อ่านเพิ่มเติม

จากกรณีเหตุการณ์ของ นายอุดม และ นางแดง ศิริสอน สามีภรรยาที่ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันบุกรุกแผ้วถางป่า จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งคดีนี้ผ่านมาแล้ว 7 ปี ทางศาลฎีกาได้ส่งคดีไปยังศาลชั้นต้น และซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 2 พ.ค. นี้


เมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา บ้านโนนสะอาด อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมญาติ ได้เดินทางเข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษา ในชั้นฎีกา ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ


โดยจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป

ล่าสุดนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมีเมตตาลดโทษให้เป็นหนึ่งในสาม แต่คดีนี้คงจะรื้อฟื้นใหม่ เพราะตนมั่นใจในพยานหลักฐานเพราะจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งก็จะมีการรื้อฟื้นคดีต่อไป ส่วนรายละเอียดที่นำมารื้อฟื้นคดีใหม่เป็นอย่างไรนั้นจะมาอธิบายให้ฟังในวันที่มายืนรื้อฟื้นคดี ยืนยันว่าจะเป็นหลักฐานใหม่โดยเฉพาะพยานบุคคล

อย่างไรก็ตามในวันนี้ถึงแม้จะมีสำนักยุติธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่พร้อมจะให้วางเงินประกันนั้น ทนายความก็ยังไม่ได้ทำการยื่นประกันแต่อย่างใดเพราะจะต้องรอการตรวจคำพิพากษาอย่างละเอียดเพื่อทำการรื้อฟื้นคดีใหม่

ซึ่งคดีนี้ก่อนหน้านี้ทางทนายก็ได้ออกมาโพสต์ และระบุข้อความว่า “รุปคดี!!! คดี2 ตายาย เก็บเห็ด!! เริ่มต้น ที่จนท.ป่าไม้!!โดยการนำของ นายอำเภอท้องที่!! ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน!!ได้นำเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอาสาจำนวนมากนำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุกและ ตัดไม้กว่า72ไ่รไม่พบตัวผู้กระทำผิด!!แต่ไปพบรถ จยยของตายาย!!ที่จอด เก็บเห็ดและหาของป่าที่ จอดทิ้งไว้โดยจนท.ป่าไม้ได้ยกรถนำไปมอบ ให้ตำรวจท้องที่(พงส)!!! จากนั้นตำรวจก็ตรวจ สอบจากทะเบียนและ เชิญตัว2ตายายมาสอบ ในฐานะพยาน!!โดยขณะนั้นตายายก็ให้การสดๆ !!ไม่มีทนายความ!โดยให้การว่าออกไปเก็บเห็ด และหาของป่า!!แต่รถท ี่จอดหายไป!!ต่อมาทราบว่าอยู่ที่ตำรวจ!!จึงมาพบ..ต่อมาตำรวจเรียก2ตายายมาแจ้งข้อหา!บุกรุกป่า และตัดไม้72ไร่!!โดยสองายาย!!ก็ให้การว่า!!มาเก็บเห็ดและหาของป่า!!โดย ให้การปฏิเสธ!!ต่อมานายอำเภอ!!สรุปสำนวน!!มีความเห็น”สั่งฟ้อง”!!ให้ตำรวจส่งสำนวนใหักับอัยการ!!และต่อมาอัยการ!!ก็สรุปสำนวนมีความเห็น”สั่งฟ้อง”!! เช่นกันและส่งตัว2ตายายฟ้องศาลและในวันฟ้องนนั้นก็รับสารภาพโดยที่ไม่ทราบเนื้อหาในคำฟ้องใดๆและจากรับสารภาพศาล ได้พิเคราะห์ตามคำฟ้อง ของโจทก์และคำขอท้าย ฟ้องศาลจึงมีคำพิพากษา จำคุก30ปีแต่รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งนึงคงจำคุก 14ปี12เดือนต่อมาอุทธรณ์ยืนและอยู่ระหว่างฎีกาหลังจากนั้นญาติไปร้อง ข่าว3มิติและประสานมา ยัง ปธ.เครือข่ายนี้จึงเข้า ช่วยเหลือโดยยื่นคำร้อง ต่อศาลฎีกาให้ีมีคำสั่งให้ ศาลชั้นต้นไต่สวนพยาน ประกอบการพิจารณา /ปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างพิจารณาคดี ของศาลฎีกาต่อมาศาล ได้โปรดประทานอนุญาตให้ประกัน1คนเมื่อ12ธัน วาคมคงเหลืออีก1คนซึ่ง จะยื่นประกันตัวใหม่ใน วันที่่23ธันวาคมนี้โดย ขณะนี้สองตายายได้รับ ความยุติธรรมจากการ ไต่สวนแล้วและด้วยความ เมตตาของศาลยุติธรรม่”

thumbnail

#แหงนหน้ามองฟ้า ความเป็นธรรมข้าอยู่ไหน!?!…”ตายาย” รุกป่า5ปี คดี “โบนันซ่า” ทั้งฮุบทั้งยึดเขา ทำสนามแข่งรถ คดีถึงไหนแล้วครับเจ้านายยยย (รายละเอียด)


อ่านเพิ่มเติม

เกิดเป็นประเด็นดราม่าในโลกออนไลน์มากมาย เกี่ยวกับประเด็นของคดีสองตายายเก็บเห็ด ที่ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00น. ของวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับสองตายายและญาติเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เองก็ทำให้เกิดประเด็นเปรียบเทียบระหว่างคดีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหินของสนามแข่งรถและพื้นที่ปลูกบ้านพัก ของโบนันซ่า รีสอร์ทเขาใหญ่ ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่กว่า 151 ไร่


ถ้าหากเราย้อนคดีไป เมื่อวันที่10 พ.ค.58 พ.ต.อ.บุญเลิศ ว่องวัจนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในส่วนของคดี สนามแข่งขันรถ อินเตอร์เนชั่นแนล โบนันซ่า สปีดเวย์ (International Bonanza Speed Way) ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้า เขานกยูง และเขาอ่างหิน ในท้องที่ สภ.ปากช่อง นั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหานิติบุคคลเพิ่มอีก 1 ราย คือ บริษัทโบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ จำกัด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งดำเนินคดี 5 ข้อกล่าวหากับกรรมการบริหารบริษัทโบนันซ่าฯ ไปแล้ว 3 คน ประกอบด้วย นายภูผา เตชะณรงค์ ลูกชาย นายไพวงษ์ เตชะณรงค์, นายปรีชากร ปราบสงบ และนายนิธิษเชษฐ์ สุทธิเจริญกุล โดยทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแวดล้อมไปแล้วกว่า 20 ปาก ซึ่งยังไม่พบบุคคลอื่น หรือนิติบุคคลอื่น มีผลประโยชน์ในสนามแข่งรถแต่อย่างใด


ส่วนนายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ผู้ถือสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก แปลงเลขที่ 926 (9-1-63 ไร่), 927 ( 16-1-90 ไร่) รวมถึงบุตรสาว คือ น.ส.พรรณี สุจิรภิญโญกุล (น.ส.ภัสสรา เตชะณรงค์) ผู้ถือสิทธิครอบครอง น.ส. 3 ก แปลงเลขที่ 928 (16-1-50ไร่), 930 (7-1-20ไร่) ในสนามแข่งรถโบนันซ่านั้น ได้ติดต่อขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่อง ไปจากวันที่ 22 พ.ค. เป็นช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ โดยอ้างว่าขอเวลารวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้พร้อมก่อน


“ขณะนี้คดีนี้ใกล้จะปิดสำนวนได้แล้ว เหลือเพียงการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องอีกเล็กน้อยและรอหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมอีกบางส่วนเท่านั้น คาดว่าหากนายไพวงษ์มาพบพนักงานสอบสวนตามที่แจ้งก็จะสามารถสรุปคดีส่งอัยการพิจารณาฟ้องศาลเสร็จทันสิ้นเดือน พ.ค.นี้ แต่อย่างไรก็ตาม กรอบของกฎหมาย คดีนี้มีเวลาดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน นับตั้งแต่มีการจับกุมผู้ต้องหาและให้ประกันตัวไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าน่าจะไม่มีปัญหา” พ.ต.อ.บุญเลิศกล่าว


ส่วนทางด้านคดีตายายเก็บเห็ด ที่นายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา ตกเป็นจําเลย ในความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าไม้และความผิดต่อพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ หลังสองตายายถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมในขณะเข้าไปในป่าดงระแนง ตําบลหนองขาม อําเภอยางตลาดจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเนื้อที่ 72 ไร่ และอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12กรกฎาคม 2553 โดยถูกกล่าวหาว่า บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทําประโยชน์โดยการทําไม้ในป่าดังกล่าวและใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนทําการตัดและโค่นไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่เป็นไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไม้สัก ไม้กระยาเลย ที่ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขายจํานวน 1,148 ท่อน อยู่ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในวันฟ้องและศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีคําพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2554 ให้ลงโทษจําคุกคนละ30 ปี แต่จําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพจึงลดโทษ เหลือจําคุกคนละ 15 ปี พร้อมริบของกลาง และให้จําเลยทั้งสอง คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจําเลยทั้งสองออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่เข้าไปครอบครอง


ต่อมาจําเลยทั้งสองได้อุทธรณ์ ว่า จําเลยทั้งสองไม่ได้กระทําผิดตามฟ้อง แต่ที่รับสารภาพเพราะหลงเชื่อบุคคลภายนอกว่าคดีดังกล่าวมีเพียงโทษปรับเท่านั้น และมีความบกพร่องทางการได้ยิน รวมทั้งการดําเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษให้แก่จําเลยทั้งสอง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้ว พิพากษาแก้ในส่วนของข้อกฎหมาย โดยให้ลงโทษจําคุกจําเลยทั้งสองคนละ 14 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างฎีกา ซึ่งเดิมศาลชั้นต้นได้กําหนดนัดอ่านคําพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่ได้เลื่อนคดีไปเพื่อสืบเสาะและพินิจจําเลยทั้งสองก่อนตามคําสั่งของศาลฎีกาและจําเลยทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา

จนล่าสุดจากการพิจารณาคดีเป็นเวลากว่า 20นาที ศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 5 ปี สองสามีภรรยา ในคดีบุกรุกป่าที่กาฬสินธุ์ หลังจากศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 15 ปี โดยหลังจากที่มีการอ่านคำพิพากษาเสร็จ ยายมีอาการซึมเศร้าลง และยังไม่ทราบว่ายายแจ้งให้ตาทราบหรือไม่เนื่องจากมีปัญหาด้านการได้ยิน แต่อย่างไรก็ตามด้านทนายสงกรานต์ก็ยังคงเดินหน้าสู้คดีนี้ต่อไป



ซึงจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 คดี มีความแตกต่างกันสิ้นเชิง มีช่องว่างระหว่างคนจน กับ คนรวย เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่โลกออนไลน์ก็ได้มีชาวเน็ตเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีทั้ง 2 ที่เกิดขึ้น




ที่มา : IG pupaa_tae